พิพัฒน์มงคลสาร

...เชิญร่วมทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณร ศึกษาพระปริยัติธรรม นักธรรม-บาลี วันละ ๕๐๐ บาท .......เชิญร่วมทำบุญสร้างมณฑปประดิษฐานพระพุทธสุโขโพธิ์ทอง (หลวงพ่อทองคำ) และกุฏิเจ้าอาวาส วัดพิพัฒน์มงคล อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธา ....... สำนักศาสนศึกษาวัดพัพัฒน์มงคลรับสมัครพระภิกษุสามเณรเข้าเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-บาลี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สนใจติดต่อได้ที่ ๐๕๕ ๖๕๙๐๗๒ ....... สำนักศาสนศึกษาวัดพิพัฒน์มงคล รับบริจาคเครื่องสมณบริโภคและอุปกรณ์การเรียนทุกชนิด .........ขอเชิญ..ทุกท่านร่วมตั้งกองทุนนิธิส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี โรงเรียนบาลีศึกษามหารัชมงคลพิพัฒน์ วัดพิพัฒน์มงคล จำนวน ๒,๕๕๔ ทุน ทุนละ ๙๙๙ บาท แจ้งความประสงค์ได้ที่ วัดพิพัฒน์มงคล อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย 64150 โทร.0 5565-9072, 08 4050-5982 โทรสาร 0 55659198 Email : CH.kaiya@gmail.com

บริเวณวัดในยามเย็น





























































































นาคหลวง


ปลื้มสามเณรนาคหลวง รูปแรกของสุโขทัย

ในปี 2555 นี้มีพระภิกษุ-สามเณรสอบไล่ได้เปรียญธรรม 9 ประโยคทั้งหมด 63 รูป เป็นพระภิกษุ 59 รูป สามเณร 4 รูป ซึ่ง 'สามเณรไพรวัลย์ วรรณบุตร' เป็น 1 ในจำนวนสามเณร 4 รูปที่สอบไล่ได้ ทำให้คณะสงฆ์ภาค 5 ซึ่งมี 4 จังหวัดคือ จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย จ.ตาก จ.อุตรดิตถ์ และโดยเฉพาะจังหวัดสุโขทัย มีสามเณรเปรียญธรรม 9 ประโยค ซึ่งเป็น 'นาคหลวง' เกิดขึ้นเป็นรูปแรกในประวัติศาสตร์

สามเณรไพรวัลย์เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2534 ที่บ้านเลขที่ 19/3 หมู่ 3 ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ปัจจุบันอายุ 20 ปี เป็นบุตรของนายกำพล วรรณบุตร นางอารมณ์ วรรณบุตร การศึกษาทางฝ่ายสามัญ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนวัดตะกาดเง้า ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

บรรพชาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2547 ณ วัดมหาธาตุ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย มีพระเทพมุนี (ปัจจุบันเป็นพระพรหมโมลี) เจ้าคณะภาค 5 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจากที่บรรพชาแล้ว ย้ายสังกัดอยู่ที่ วัดพิพัฒน์มงคล อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย มี พระครูวรคุณประยุต หรือหลวงพ่อพิพัฒน์มงคลเจ้าสำนักศาสนศึกษา เจ้าคณะอำเภอทุ่งเสลี่ยม เจ้าอาวาสวัดพิพัฒน์มงคล ให้ความเมตตาอุปถัมภ์ดูแลอย่างดี ทั้งในเรื่องของการเป็นอยู่และการศึกษา

ทั้งนี้ เป็นเพราะวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของความเป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษาและเจ้าคณะอำเภอทุ่งเสลี่ยมที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการศึกษาพระบาลี อันเป็นภาษาที่รักษาไว้ซึ่งพระพุทธพจน์ จึงทำให้ท่านส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ในเรื่องของการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรม-บาลี โดยจัดให้มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนก นักธรรม-บาลี โดยมี 'พระมหากายสิทธิ์ สิทธาภิภู ป.ธ.9' เป็นอาจารย์ใหญ่สำนักศาสนศึกษา ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 ปี สามเณรไพรวัลย์ ศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรม-บาลี อยู่ที่สำนักศาสนศึกษาวัดพิพัฒน์มงคลมาโดยตลอด

ปี 2548 สอบได้นักธรรมชั้นตรี สำนักศาสนศึกษา วัดพิพัฒน์มงคล ปี 2549 สอบได้นักธรรมชั้นโท สำนักศาสนศึกษาวัดพิพัฒน์มงคล ปี 2550 สอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักศาสนศึกษาวัดพิพัฒน์มงคล ปี 2551 ได้รับพระ ราชทานทุนเล่าเรียนหลวง สำหรับพระสงฆ์ไทย แผนกบาลี ชั้นประโยค ป.ธ.5 ปี 2553 ได้รับพระราชทาน ทุนเล่าเรียนหลวง สำหรับพระสงฆ์ไทย แผนกบาลี ชั้นประโยค ป.ธ.7

สามเณรไพรวัลย์สอบไล่ได้นักธรรมและบาลีอย่างต่อเนื่อง จนถึง ชั้น ป.ธ.8 เข้าไปศึกษาต่อในส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นปกติของชั้นเปรียญธรรมเอก ที่จะต้องเข้าไปศึกษาต่อในส่วนกลางที่กรุงเทพ มหานคร เนื่องจากเนื้อหาของหลักสูตรมีความยากและลึกซึ้ง ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ที่ชำนาญการพิเศษ จึงจะช่วยให้เข้าใจและสอบไล่ได้ในชั้นเปรียญนั้นๆ

ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาศึกษาอยู่ที่ส่วนกลางในกรุงเทพมหานคร สามเณรไพรวัลย์ยังคงได้รับความเมตตาอุปถัมภ์จากพระครูวรคุณ ประยุต เจ้าสำนักศาสนศึกษาวัดพิพัฒน์มงคลอย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด ทำให้มีกำลังใจที่จะศึกษาเปรียญธรรม 8 ประโยค และ 9 ประโยคอย่างเต็มความสามารถ ด้วยกำลังสติปัญญาจนสามารถสอบไล่ได้เปรียญธรรม 8 ประโยคและเปรียญธรรม 9 ประโยค ภายในระยะเวลา 2 ปี

ทั้งนี้ เป็นเพราะวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระครูวรคุณประยุตที่มองเห็นคุณค่าของการศึกษา บาลีและมีความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ อย่างแท้จริง

เป็นทายาทสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรสืบต่อไป

หนังสือพิมพ์ข่าวสด
29 มีนาคม 2555

ศึกษา ปฏิบัติ พัฒนา

ศึกษา-ปฏิบัติ-พัฒนาในแบบ..."หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล" เจ้าคณะอำเภอทุ่งเสลี่ยม :
เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู / ภาพ กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร




"สามเณรไพรวัลย์ วรรณบุตร" เป็นหนึ่งในพระภิกษุ-สามเณรสอบได้ประโยคบาลีสนามหลวง ปธ.๙ ได้จำนวน ๖๓ รูป ประจำ พ.ศ.๒๕๕๕ และยังมี สามเณรทองสุข พรหมมีเดช ที่สอบได้ ป.ธ.๖ จาก พระภิกษุ-สามเณรสอบได้ ๑๖๗ รูป
สามเณรทั้ง ๒ รูป ถือว่าเป็นความสำเร็จของสำนักศาสนศึกษาวัดพิพัฒน์มงคล โดยมีพระครูวรคุณประยุต หรือ หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล เจ้าคณะอำเภอทุ่งเสลี่ยม เจ้าอาวาสวัดพิพัฒน์มงคล เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษา มีพระมหากายสิทธิ์ สิทฺธาภิภู ป.ธ.๙ รองเจ้าอาวาสเป็นอาจารย์ใหญ่ ได้ทำการเปิดการเรียนการสอนทั้งแผนกธรรม และแผนกบาลีมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๔๔ จนถึงบัดนี้เป็นระยะเวลา ๑๑ ปี
ปัจจุบันหลวงพ่อพิพัฒน์มงคล ได้รับเมตตานุเคราะห์ จากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ แม่กองบาลีสนามหลวง มอบทุนสร้างอาคารเรียน” มหารัชมงคลพิพพัฒน์" และได้ดำนินการก่อสร้าง/เปิดป้ายอาคาร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีระบบการเรียนการสอนดังนี้ ชั้นเรียน แผนกธรรม-เปิดสอนตั้งแต่นักธรรมชั้นตรีถึงนักธรรมชั้นเอก และแผนกบาลี เปิดสอนตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์ถึงชั้นประโยค ป.ธ.๘
หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล ถือว่าเป็นพระต้นแบบของ "ศึกษา ปฏิบัติ และพัฒนา" ทั้งนี้เมื่อในปลายปี ๒๕๒๖ หลวงพ่อได้เริ่มก่อสร้างสำนักปฏิบัติธรรม โดยอาคารหลังแรกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ คือ หอสวดมนต์ และใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมไปด้วย โดยได้ชื่อว่า "สำนักปฏิบัติธรรมพัฒนาพุทธนิมิต" จนถึงปี ๒๕๒๗ ได้ยกฐานะขึ้นเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย จากกรมการศาสนา โดยใช้ชื่อว่า "วัดพิพัฒน์มงคล" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลวงพ่อได้พัฒนาสร้างเสนาสนะ และถาวรวัตถุต่างๆ โดยได้รับแรงศรัทธาจากสาธุชนที่เลื่อมใสช่วยสนับสนุนเป็นอย่างดี โดยได้ขยายพื้นที่ออกไปเพื่อให้เพียงพอแก่กิจกรรมทั้งด้านพระพุทธศาสนา และการสาธรณสงเคราะห์ เป็นพื้นที่ ๑๑๖ ไร่ โดยแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ ๑ จัดเป็นสวนเฉลิมพระเกียรติ มีเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ จัดเป็น -ลานปฏิบัติธรรมพุทธานุภาพ -สระน้ำวงแหวน -สะพานวงแหวน -ศาลาพักร้อน -ศาลาปฏิบัติธรรม -พระพุทธนิมิตมงคล (หลวงพ่อโต) เป็นส่วนที่มีความร่มรื่นสวยงาม มีต้นไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง
ส่วนที่ ๒ มีเนื้อที่ประมาณ ๔๐ ไร่ จัดเป็นเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส เป็นที่ตั้งของ-รัตนอุโบสถ -วิหารราย -สังฆวิหาร -กุฏิรับรอง -ลานพุทธมณฑลจำลอง -จตุรังคเจดีย์ (บรรจุพระสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา และแก้วมงคลนิมิต ซึ่งขุดพบ ณ บริเวณที่สร้างเจดีย์ -อาคารอเนกประสงค์ -หอพระทองคำ (ที่ประดิษฐานพระพุทธสุโขโพธิ์ทอง พระบรมสารีริกธาตุ (พระรากขวัญ) และพระพุทธรูปโบราณ โบราณวัตถุ) -พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น -เรือนไทยพิพิธภัณฑ์ (หอคำหลวง) ฯลฯ
ส่วนที่ ๓ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๙ ไร่ จัดเป็นส่วนสาธารณสงเคราะห์ ประกอบด้วย ฌาปนสถาน(เมรุ) ศาลาธรรมสังเวช -สระน้ำ -และปลูกป่า ฯลฯ
ส่วนที่ ๔ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๔ ไร่ เป็นจัดให้ป็นที่สร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย (ดำเนินการไปแล้วบางส่วน) และสร้างศูนย์สงเคราะห์คนชรา วัดพิพัฒน์มงคล
เกือบ ๓๐ ปี ของการสร้างวัดหลวงพ่อพิพัฒน์มงคล ได้พัฒนาถาวรวัตถุต่างๆ ที่จัดว่าเป็นเอกลักษณ์วิจิตรเชิงศิลปะโบราณทรงไทยล้านนาขึ้นเป็นจำนวนมากในวัดแห่งนี้ เช่น โบสถ์เรือนแก้ว วิหารล้านนา ลานศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี-นักธรรม-การพัฒนา-และการปฏิบัติธรรม รวมทั้งพระพุทธรูปทองคำ ศิลปะสมัยกรุงสุโขทัยที่ประดิษฐานและสร้างชื่อเสียงโด่งดังมาควบคู่กับวัดและจังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันวัดพิพัฒน์มงคล เป็นที่รู้จักกันดีไปทั้งประเทศ จนถึงยังต่างประเทศถือเป็นสถานธรรมซื่อดังอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และยังเป็นแหล่งสถานที่ศึกษาเชิงพุทธศาสนา และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
นอกจากนี้แล้วงานด้านสาธารณสงเคราะห์ หลวงพ่อพิพัฒน์มงคลก็ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน โดยล่าสุดท่านได้ร่วมกับส่วนราชการ มีนายนคร คงนวล นายอำเภอทุ่งเสลี่ยม พร้อมด้วยกำนันผู้ใหญ่บ้าน จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ปล่อยนก ปลา เต่า และแจกเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ให้แก่เกษตรกรในเขตอำเภอทุ่งเสลี่ยม จำนวน ๕๙ หมู่บ้าน ๘๐๐ หลังคาเรือน
ทั้งนี้ หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “การพัฒนานั้นจะพัฒนาอะไรก็แล้วแต่ย่อมไร้ผล หากไม่เริ่มต้นพัฒนาที่วัดตน โดยธรรมแล้วการพัฒนาทางวัตถุนั้นจะเจริญรุ่งเรืองขนาดไหนก็ตาม หากไม่พัฒนาตัวเองให้รู้เท่าทันวัตถุนั้น ย่อมทำให้จิตใจคนตกต่ำได้ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ปัญหายาเสพติด อบายมุข ปัญหาสังคมเพิ่มมากขึ้น นี่เป็นเพราะไม่ได้พัฒนาคนให้มีคุณธรรม ผู้คนจึงขาดคุณธรรม แม้ว่าจะมีธรรมอยู่แล้วแต่ไม่ทำจึงไม่เป็นธรรม”

เข้าวัดให้ถึงวัตร
หลวงพ่อพิพัฒน์มงคล บอกว่า จากการได้นั่งปฏิสัณฐานต้อนรับศรัทธาญาติโยมที่เข้าวัด ได้เห็นคนหลายจำพวก ทั้งคฤหบดี เศรษฐี พ่อค้า ผู้มั่งมี ผู้ยากจน และอาจมีโจรผู้ร้ายด้วยก็ได้ อย่างไรเสียถือได้ว่าผู้ที่เข้าวัดด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามก็ยังดีกว่าผู้ที่ยังหลงมัวเมาในอบายมุข วัดก็ไม่เข้าพระเจ้าก็ไม่ไหว้ ในกรณีคนชั่วที่เข้าวัดยังมีโอกาสได้ฟังธรรมะ ได้เห็นพระพุทธรูป ได้เห็นถาวรวัตถุที่สวยงามจิตใจก็น้อมนำไปในทางที่ดี
วัดทุกวัดหากมีธรรมอ่างเดียวก็ไม่อาจนำธรรมะเข้าถึงญาติโยมทุกคนได้ เพราะคนเรานั้นมีระดับปัญญา ระดับวามคิดต่างกัน จำต้องมีพิธีธรรมอันเป็นการดึงญาติโยมให้ตั้งอยู่ในคุณงามความดี เช่น การขอพร เมื่อลงมือคิดดี พูดดี ทำดีแล้ว ผลของการคิดดี พูดดี ทำดีนี้เองจะดลบันดาลให้ญาติโยมมีความสุข การสะเดาะเคราะห์ก็เป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้ญาติโยมได้ต่อสู้กับปัญหา เมื่อแก้ปัญหาได้ก็ประสบความสำเร็จ
จะเห็นได้ว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น มีทั้งเปลือกทั้งแก่น เปลือกนั้นเปรียบเสมือนพิธีกรรม ส่วนแก่นนั้นเปรียบเสมือนธรรมะ เมื่อเข้าวัดมาแล้วได้เห็นถาวรวัตถุ พระพุทธรูป พระภิกษุสามเณร ได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งอันเป็นมงคล เมื่อเห็นแล้วมีจิตใจชื่นบาน มีจิตใจเป็นกุศล ถือว่า “ได้ถึงเปลือก” ต่อไปเข้า “วัตร” คือ ได้ลงมือทำคุณงามความดี ลงมือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง คือ การถวายทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถือว่า “ได้ถึงแก่น”
เมื่อได้ทั้งเปลือกทั้งแก่นแล้ว ถือว่า ได้ออกจากวัฏฏะ ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นวามทุกข์ทรมานนี้ได้ เมื่อเข้าวัดอยากให้ได้ทั้งเปลือก ทั้งแก่น ได้เข้าครบทั้ง ๓ วัด คือ วัด วัตร และวัฏฏะ

วัดพิพัฒน์มงคล